7 เรื่องราว ที่คุณอาจไม่เคยรู้ เกี่ยวกับเทศกาลปีใหม่

7 เรื่องราว ที่คุณอาจไม่เคยรู้ เกี่ยวกับเทศกาลปีใหม่

Update: Dec 31, 2019

1. ทำไมต้องวันที่ 1 มกราคม

เคยสงสัยไหมว่าทำไมวันปีใหม่ถึงเป็นวันที่ 1 มกราคม? นั่นก็เป็นเพราะมันถูกกำหนดโดย Julius Caesar แม่ทัพผู้โด่งดังแห่งจักรวรรดิโรมัน โดยเค้ามีความคิดว่าเดือนมกราคมที่มีเทพ Janus เป็นตัวแทนและเป็นเทพเจ้าแห่งการเริ่มต้น คงเป็นเดือนที่เหมาะกับที่จะมีวันปีใหม่เพราะเปรียบเสมือนการเริ่มสิ่งใหม่ๆตามเทพ Janus นั่นเองและวันปีใหม่ที่ 1 มกราคมถือเป็นวันปีใหม่ตามปฎิทิน Julian โดยปฎิทินนี้เป็นเหมือนกับอาวุธทางด้านการเมืองของ Caesar อีกด้วยเพราะมีการบังคับใช้อย่างแพร่หลายไปทั่วจักรวรรดิโรมันจวบจนไปถึงอาณานิคมต่างๆ เป็นเหมือนสิ่งเตือนใจว่าพวกคุณอยู่ภายใต้การปกครองของโรมันอยู่นะ เพราะสมัยก่อนแต่ละแคว้นต่างก็มีวิธีนับวันเป็นของตัวเองทั้งนั้น

2. วันปีใหม่ เคยเป็นวันที่ 20 มีนาคม นะรู้เปล่า

ย้อนหลับไปที่อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (แถบประเทศอิหร่านปัจจุบัน) เมื่อกว่า 4000 ปีที่แล้ว เค้านับวันขึ้นศักราชใหม่เป็นวันที่ 20 มีนาคม เพราะวันนี้ของทุกปีเป็นวันวสันตวิษุวัติ หรือวันที่ความเอียงของแกนโลกจะได้ระนาบที่ตั้งฉากกับดวงอาทิตย์เป๊ะๆนั่นเอง โดยจะทำให้กลางวันและกลางคืนนาน 12 ชั่งโมงเท่ากัน และถือเป็นวันที่ทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติมีการเกิดใหม่เหมาะแก่การเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ

3. เพลงที่ย๊าวยาวววววที่สุดในโลก

ใครจะรู้ว่ามีเพลงๆนึงที่มีความยาวถึง 1000 ปี!! เพลงนั้นมีชื่อว่า Longplayer ที่แต่งโดย Jem Finer ศิลปินชาวอังกฤษ โดยเค้าเขียนโน็ตเพลงยาวถึงพันปีในคอมพิวเตอร์ขึ้นมาและสร้างเครื่องจักรเพื่อเล่นเพลงนั้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มเล่นตั้งแต่วันปีใหม่ 2000 จนถึงวันสิ้นปี 2999 พอขึ้นปี 3000 ตัวเพลงจะกลับมาวนเล่นใหม่อีกรอบ บอกได้เลยว่ากว่าจะฟังเพลงนี้จบ ต้องเกิดอีกกี่ชาติก็ไม่รู้เหมือนกัน

4. คนมาเคาท์ดาวน์ที่ Time Square เยอะมากจนต้องใส่ผ้าอ้อม

มันก็จะตุๆหน่อย เพราะ Time Square แห่งมหานครนิวยอร์คถือเป็นที่ยอดฮิตของผู้คนทั่วโลกสำหรับการเค้าท์ดาวน์ต้อนรับปีใหม่ โดยมีคนมาร่วมงาน ณ จัตุรัสแห่งนี้มากกว่า 1 ล้านคนทุกปี!! ลองจินตนาการถึงเมื่อคุณอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมาท่ามกลางฝูงชนนับล้าน และห้องน้ำก็ยังหายากอีกด้วย คนบางกลุ่มเลยตัดปัญหาใส่ผ้าอ้อมมาเค้าท์ดาวน์ซะเลย

5. จาก Hollywood กลายเป็น Hollyweed ซะงั้น

ป้าย Hollywood ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาลักษณ์ของเมือง Los Angeles ที่ใครๆก็ต่างก็นึกถึง แต่เมื่อวันปีใหม่ 1976 นักศึกษาศิลปศาสตร์นาม Danny Finegood ได้เปลี่ยนตัว o ให้เป็นตัว e จนอ่านออกเสียง weed ซึ่งแปลว่ากัญชานั่นเอง เพื่อเป็นการฉลองการผ่อนปรนกฎหมายยาเสพติดโดยเฉพาะกัญชาที่มีผลตั้งแต่วันนั้น และเค้ายังเอาผลงานนี้ไปส่งให้กับอาจารย์แถมยังได้เกรด A อีกแหน่ะ เอากับเค้าสิ! ป้าย Hollyweed นี้หลายๆคนอาจคุ้นเคยดีเพราะตอนปีใหม่ 2017 ที่ผ่านมาก็ถูกมือดีดัดแปลงป้านนี้เช่นกัน

6. คนแถบอเมริกาใต้ถือว่าการให้กางเกงสีเหลืองในช่วงวันปีใหม่นี่แหละ เจ๋ง!!

ถึงกับต้องอุทานว่า “ห้ะ!!” เมื่อได้ยินเรื่องแบบนี้ เพราะปกติแล้วการให้ของขวัญปีใหม่ของคนไทยเราส่วนใหญ่ก็คงหนีไม่พ้นคุกกี้กล่องแดงหรือกระเช้าของขวัญ แต่นี่ถือเป็นเรื่องธรรมดาของชาวอเมริกาใต้โดยเฉพาะคนบราซิล โบลิเวีย ที่จะให้กางเกงในกันในวันปีใหม่เพราะเชื่อว่า การใส่กางเกงในสีเหลืองหรือแดงจะนำพความสุขและการเงินมาสู่คนที่สวมใส่ โดยตามธรรมเนียมแล้ว จะต้องใส่กางเกงในที่ได้มาทันทีเมื่อถึงวินาทีแรกของวันปีใหม่ มิเช่นนั้นพรที่หวังไว้จะไม่เห็นผล

7. ลองสัญญากับตัวเองด้วย New Year Resolution

เป็นธรรมเนียมปฎิบัติของฝรั่งเค้าที่เวลาขึ้นปีใหม่จะต้องสัญญากับตัวเองว่าเราจะทำอะไรซึ่งเกิดประโยชน์กับตัวเองและผู้อื่นบ้าง ซึ่งคำสัญญาเนี่ยจะเป็นอะไรก็ได้ตั้งแต่เรื่องเล็กๆจนไปถึงเรื่องใหญ่ๆ โดยส่วนใหญ่ก็คงหนีไม่พ้น ลดความอ้วน หันมาออกกำลังกาย เลิกบุหรี่ หัดกินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น ขยันทำงาน เก็บเงินไปเที่ยวประเทศในฝัน ฯลฯ ถ้าทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองได้ก็จะเป็นสิ่งดีมากๆ แต่เชื่อว่าหลายๆคนคงทำตามที่สัญญาไว้ไม่ได้แน่ๆเลยใช่ไหมคะ อย่างเช่นลดน้ำหนักเนี่ย มันช่างยากเหลือเกินเพราะของกินแต่ละอย่างมันช่างล่อตาล่อใจเสียจริงๆ

Tags