9 เมนูขนม ให้คนที่คุณรัก ทำง่าย ไม่ต้องง้อเตาอบ

9 เมนูขนม ให้คนที่คุณรัก ทำง่าย ไม่ต้องง้อเตาอบ

Update: Dec 11, 2020

ไม่ว่าจะเทศกาลไหน ปีใหม่ คริสต์มาส หรือวาเลนไทน์ ลองทำ เมนูขนม ให้คนที่คุณรักสิ ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ พี่น้อง คนในครอบครัว แฟน สามี ภรรยา หรือเพื่อนๆ พี่ๆ ในออฟฟิศ รับรองงานนี้มีปลื้ม ยิ้มแก้มปริแน่

แต่ถ้ายังคิดไม่ออก ไม่รู้ว่าขนมไหนทำง่าย ต้องใช้เตาอบมั้ย ไม่ต้องห่วงค่ะ วันนี้ VenueE ขอนำเสนอ 9 เมนูขนม ทำง่าย ไม่ต้องง้อเตาอบ มาฝากทุกคนค่าาา

1. ไดฟุกุ สตอเบอร์รี่ถั่วแดง

ส่วนผสม
  1. แป้งข้าวเหนียว 200 กรัม
  2. แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
  3. แป้งมัน 50 กรัม
  4. น้ำตาลทรายขาว 5 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำตาลทรายแดง 150 กรัม
  6. น้ำสะอาด 240 มิลลิลิตร
  7. ถั่วแดง 300 กรัม
  8. เนยสดเค็ม ½ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
  1. ตั้งไฟ ต้มน้ำจนน้ำเดือด แล้วใส่ถั่วแดงต้มจนนิ่ม แล้วปั่นให้ละเอียด
  2. แล้วนำไปกวนกับเนยที่ละลายแล้ว เติมน้ำตาลทรายแดง กวนให้เหนียว
  3. พักทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำไปห่อลูกสตอเบอร์รี่ให้มิด
  4. ผสมแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวโพด น้ำตาลทรายขาว และค่อย ๆ เติมน้ำลงไป ตีส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
  5. นำไปตั้งกวนให้เหนียวประมาณ​ 5 นาที
  6. เทแป้งที่กวนไว้ใส่ถาดที่มีแป้งมันรองอยู่
  7. ตัดแบ่งให้เป็นก้อนเท่า ๆ กัน
  8. นำก้อนแป้งที่แบ่งไว้มากดให้เป็นแผ่นแล้วห่อถั่วแดงให้มิด

2. วุ้นเป็ด

ส่วนผสม
  1. ผงวุ้น 1/2 ช้อนโต๊ะ
  2. น้ำเปล่า 250 มิลลิลิตร
  3. กะทิกล่อง 250 มิลลิลิตร 1 กล่อง
  4. น้ำตาลทรายขาว 1/3 ถ้วย
  5. เกลือป่น 1/8 ช้อนชา
  6. เนื้อมะพร้าวอ่อน
  7. พิมพ์วุ้นเป็ด
วิธีทำ
  1. ใส่น้ำเปล่าลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟพอร้อน จากนั้นค่อย ๆ ใส่ผงวุ้น คนให้ละลาย พอน้ำเดือดแล้ว ให้ปิดไฟแล้วคนต่อไปเรื่อย ๆ คนผงวุ้นละลายหมด และพักไว้ประมาณ 10 นาที เพื่อให้วุ้นอิ่มน้ำ
  2. เปิดไฟ ใส่น้ำตาล คนไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมละลายและน้ำเดือด
  3. เติมกะทิและเกลือ คนให้เข้า พอเริ่มเดือดให้ปิดไฟได้เลย
  4. จากนั้นใส่เนื้อมะพร้าวอ่อนลงไป คนพอเข้ากัน แล้วจึงยกลงจากเตา
  5. หยอดส่วนผสมวุ้นลงในพิมพ์วุ้นเป็ดจนเต็ม พักทิ้งไว้จนวุ้นเริ่มเซตตัวและคลายความร้อน จากนั้นนำไปแช่เย็น แล้วนำออกจากพิมพ์ก่อนเสิร์ฟ

3. โกโก้หนึบ

ส่วนผสม
  1. นมข้นหวาน 200 กรัม
  2. ผงโกโก้ 100 กรัม
วิธีทำ
  1. อุ่นนมข้นหวานในไมโครเวฟ 1 นาที 
  2. ร่อนผงโกโก้ลงในนมข้นหวาน ค่อยๆ ร่อน สลับกับคนให้เข้ากัน สลับทำ 4-5 รอบ
  3. พอเริ่มหนืด ให้ใช้มือเรา (สวมถุงมือ) คลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากัน จะหนืดเหมือนกาละแมค่ะ (ถ้าโกโก้เหลว ให้ร่อนผงโกโก้เพิ่มค่ะ)
  4. ปั้นโกโก้หนึบให้เป็นทรงสีเหลี่ยมเพื่อรอตัดทีหลัง
  5. ใช้พลาสติกห่อเจ้าก้อนโกโก้ แล้วนำแช่ตู้เย็น 1 ชั่วโมง
  6. วางโก้โก้ลงบนบนผงโก้โก้ และโรยด้านบน
  7. ใช้มีดตัดแบ่งเป็นสีเหลี่ยมขนาดตามต้องการ
  8. เสร็จแล้วมาปั้นเป็นก้อนกลม หรือรูปทรงตามต้องการ จากนั้นก็ไปคลุกกับผงโกโก้ต่อค่ะ เป็นอันเสร็จ

4. นามะช็อคโกแลต

ส่วนผสม
  1. ดาร์กช็อกโกแลต 250 กรัม
  2. วิปปิ้งครีม(ชนิดน้ำที่ต้องตีขึ้นฟูเอง) 150 กรัม
  3. เนยสดชนิดจืด 50 กรัม
  4. ผงโกโก้
  5. พิมพ์
  6. กระดาษไข
  7. กระชอน
วิธีทำ
  1. นำวิปครีมและดาร์กช็อกโกแลตใส่หม้อ ตั้งไฟ โดยใช้ไฟอ่อน คนไปเรื่อยๆ จนช็อกโกแลตละลายและเข้ากับวิปครีมเป็นเนื้อเดียวกัน
  2. ปิดไฟ แล้วใส่เนยสดลงไป คนจนเนยละลายและเป็นเนื้อเดียวกัน
  3. รองกระดาษไขบนพิมพ์ เพื่อให้ช็อกโกแลตแกะออกง่าย
  4. เมื่อเตรียมพิมพ์เรียบร้อยแล้ว เทช็อกโกแลตลงไป เอียงพิมพ์เพื่อให้ช็อกโกแลตไหลไปทั่ว ๆ พิมพ์
  5. จากนั้น นำไปแช่ตู้เย็น 4-5 ชั่วโมง หรือจนกว่าช็อกโกแลตเซ็ตตัว
  6. แกะนามะช็อกโกแลตออกจากพิมพ์ แล้วใช้มีดตัดเป็นสี่เหลี่ยม (ใช้มีดจุ่มน้ำอุ่นแล้วเช็ดออกก่อนหั่นทุกครั้ง จะทำให้หั่นง่ายขึ้นค่ะ)
  7. ร่อนผงโกโก้ผ่ากระชอนให้ทั่ว สามารถใส่ผงโกโก้ได้ตามใจชอบเลยค่ะ

5. บราวนี่อัลมอนด์

ส่วนผสม
  1. แป้งสาลีเอนกประสงค์ 75 กรัม
  2. ผงโกโก้ 2 ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำตาลทรายขาว 6 ช้อนโต๊ะ
  4. ผงฟู 2 ช้อนชา
  5. ไข่ไก่ 1 ฟอง
  6. เนยสด 60 กรัม
  7. ช็อกโกแลต 175 กรัม
  8. อัลมอนด์
  9. กระดาษไข
วิธีทำ
  1. นำช็อกโกแลตและเนยมาละลาย โดยเข้าไมโครเวฟ ครั้งละ 30 วินาที นำมาออกมาคน สลับทำไปเรื่อยๆ จนละลาย
  2. คนส่วนผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วพักทิ้งไว้ให้หายร้อน
  3. จากนั้น ตอกไข่ไก่ ใส่น้ำตาล ลงไปในอีกชาม ตีจนเป็นเนื้อเดียวกัน
  4. ใส่ส่วนผสมช็อกโกแลตลงไป ผสมเข้าด้วยกัน
  5. ร่อนแป้ง ผงฝู และผงโกโก้ ผสมเข้าด้วยกัน
  6. กรุกระดาษไขในหม้อหุงข้าว เพื่อไม่ให้เนื้อบราวนี้ติดหม้อ
  7. เทส่วนผสมลงหม้อหุงข้าว ปาดหน้าให้เรียบ แล้วโรยหน้าด้วยอัลมอนด์ โรยได้ตามใจชอบเลยค่ะ
  8. กดปุ่มหุงข้าวตามปกติ ถ้าปุ่มตัดแล้ว ลองใช้ไม้จิ้มฟัมจิ้มลงไปในบราวนี่ ถ้าไม่มีเนื้อติดขึ้นมาแสดงว่าสุกแล้วนะคะ ถ้ายังไม่สุกให้กดปุ่มหุงอีกรอบค่ะ

6. คุกกี้ช็อคโกแลตชิพ

ส่วนผสม
  1. แป้งสาลีเอนกประสงค์ 120 กรัม
  2. เนยจืด 100 กรัม
  3. ไข่ไก่ 1 ฟอง
  4. น้ำตาลทราย 50 กรัม
  5. ผงฟู 1 ช้อนชา
  6. เกลือ ½ ข้อนชา
  7. ช็อกโกแลตชิพ 
  8. อัลมอนด์
วิธีทำ
  1. นำเนยเข้าไมโครเวฟ ครั้งละ 30 นาที ให้เนยละลาย
  2. นำเนยที่ละลายผสมกับน้ำตาล เกลือ ตีให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน
  3. จากนั้น ตอกไข่ลงไป ตีจนส่วนผสมเข้ากันดี
  4. ทยอยร่อนแป้ง และ ผงฟู สลับกับคนให้เข้ากัน
  5. ใส่ช็อกโกแลตชิพและอัลมอนด์ คลุกเคล้าให้เข้ากัน 
  6. พักไว้ในตู้เย็น 15 นาที เพื่อให้เนื้อคุ้กกี้เซตตัวแล้วปั้นง่ายขึ้น
  7. ปั้นเป็นก้อนกลมหรือรูปทรงต่างๆ ตามใจชอบ 
  8. นำเข้าอบไมโครเวฟ 5-6 นาที 

*วิธีตรวจสอบคุ้กกี้ ใช้ปลายนิ้วแตะชิ้นคุกกี้เบา ๆ หากไม่เกิดรอยยุบลงไปแสดงว่าสุกแล้ว*

7. เค้กป๊อป

ส่วนผสม
  1. บัตเตอร์เค้กสำเร็จ ยี่ห้อไหนก็ได้
  2. Frosting Cream ครีมแต่งหน้าเค้ก
  3. Candy Melt เลือกสีได้ตามใจชอบ ไว้สำหรับเคลือบให้เค้กป๊อปมีสีสัน
  4. ก้านไม้สำหรับเสียบเค้กป๊อป
  5. ช้อนสคูป (ช้อนตักไอศกรีม)
วิธีทำ
  1. นำบัตเตอร์เค้กมายี บด ๆ ให้ละเอียดเป็นชิ้นเล็ก ๆ โดยใช้มือหรือส้อมก็ได้
  2. ตัก Frosting Cream มาผสมกับบัตเตอร์เค้กที่บดละเอียดแล้ว นวดไปเรื่อย ๆ จนเนื้อเค้กจับตัวกันเป็นก้อน 
  3. ใช้ช้อนสคูปตักเนื้อเค้กขึ้นมาเป็นลูกกลม ๆ แต่ถ้าไม่มีสามารถใช้มือปั้นได้ค่ะ
  4. นำเค้กบอลที่ปั้นเสร็จแล้ว เข้าตู้เย็น 40 นาที เพื่อให้เนื้อเค้กเซตตัว
  5. ระหว่างรอเค้กเซตตัว นำ Candy Melt มาละลายในไมโครเวฟ ครั้งละครึ่งนาที แล้วนำออกมาคน สลับกับเข้าไมโครเวฟ จน Candy Melt ละลาย 
  6. จากนั้นนำไม้เสียบที่เตรียมไว้มาจุ่มแคนดี้ที่ละลายแล้วเพื่อทำเป็นฐาน 
  7. แล้วนำเค้กบอลมาเสียบด้านบน หลังจากที่เสียบเสร็จแล้วให้นำเข้าตู้เย็นอีก 15 นาที 
  8. นำ Candy Melt แต่ละสีที่ต้องการใช้มาละลาย แล้วค่อยนำเค้กบอลมาจุ่มค่ะ หรือไว้สำหรับตกแต่งก็ได้ค่ะ โดยตัก Candy Melt ที่ละลายแล้วใส่ถุงใส่อาหาร แล้วตัดปากถุงให้เป็นรูเล็ก ๆ จากนั้นมัดหนังยางด้านบนให้แน่น 
  9. ตกแต่งให้สวยงามตามใจชอบได้เลยค่าาาา

8. บลูเบอร์รี่ชีสพาย

ส่วนผสม
  1. โอริโอ้ 133 กรัม (1 ซองใหญ่)
  2. เนยสดชนิดเค็ม 80 กรัม
  3. ครีมชีส 250 กรัม 
  4. โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ½ ถ้วย
  5. บลูเบอร์รี่กระป๋อง 1 กระป๋อง
  6. น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
  7. นมข้นหวาน 
  8. พิมพ์
  9. ถุงซิปล็อก ขนาด 23*35 หรือขนาดใหญ่กว่านั้นก็ได้
วิธีทำ
  1. เอาไส้โอริโอ้ออกค่ะ จะใช้ตรงส่วนที่เป็นคุ้กกี้นะคะ
  2. นำโอริโอ้ที่เอาไส้ออกเรียบร้อยแล้ว ใส่ถุงซิปล็อก แล้วใช้ช้อนหรือสากหรือมือบดโอริโอ้ให้ละเอียดค่ะ
  3. นำเนยสดใส่ถ้วย เข้าไมโครเวฟ อุ่นครั้งละ 30 วินาที จนเนยละลาย
  4. เทโอริโอ้ที่บดละเอียดเรียบร้อยแล้วใส่ถ้วยค่ะ จากนั้นเทเนยละลาย และน้ำตาลผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน 
  5. ตักโอริโอ้ลงพิมพ์ กดให้แน่น นำแช่ตู้เย็น 15 – 20 นาที ให้เซตตัว
  6. นำครีมชีสตีให้ขึ้นฟู แล้วเติมโยเกิร์ตและนมข้นหวาน ตีส่วนผสมให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน (ชิมได้เลยค่ะ ว่าอยากให้หวานน้อยหรือหวานมาก หวานน้อยก็ใส่นมข้นหวานนิดเดียว)
  7. นำฐานพายโอริโอ้ที่แช่เย็นไว้ออกมา แล้วตักครีมชีสลงไป จากนั้นเเช่ตู้เย็นอีกครั้ง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ให้ครีมชีสเซตตัว
  8. เมื่อครบ 1 ชั่วโมงแล้ว นำพายออกมา ตักบลูเบอร์รี่ราดลงไปได้ตามใจชอบเลยค่ะ

9. บานอฟฟี่พาย

ส่วนผสม
  1. กล้วยหอม 5-6 ลูก
  2. แครกเกอร์ 240 กรัม 1 ซอง
  3. นมข้นหวาน 1 กระป๋อง
  4. เนยเค็ม 100 กรัม
  5. วิปปิ้งครีม 130 กรัม
  6. ผงโกโก้
  7. น้ำเปล่า
  8. พิมพ์
  9. ถุงซิปล็อก ขนาด 23*35 หรือขนาดใหญ่กว่านั้นก็ได้
วิธีทำ
  1. ใส่กระป๋องนมข้นหวานลงให้หม้อ เติมน้ำเปล่าลงไป ให้พอท่วมกระป๋อง ตั้งขึ้นเตา ต้มประมาณ 2-2 ½  ชั่วโมง ถ้าน้ำลด ให้เติมน้ำเพิ่ม เพื่อทำเป็นคาราเมล
  2. ในระหว่างนั้น นำเนยมาละลาย โดยเข้าไมโครเวฟ ครั้งละ 30 วินาที จนเนยละลาย
  3. นำแครกเกอร์ ใส่ถุงซิปล็อก แล้วใช้ช้อนหรือสากหรือมือบดแครกเกอร์ให้ละเอียดค่ะ
  4. เทแครกเกอร์ที่บดละเอียดเรียบร้อยแล้วใส่ถ้วยค่ะ จากนั้นเทเนยละลาย ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน 
  5. ตักแครกเกอร์ลงพิมพ์ กดให้แน่น นำแช่ตู้เย็น 15 – 20 นาที ให้เซตตัว
  6. จากนั้นนำพิมพ์ออกจากตู้เย็น เทคาราเมลลงบนแครกเกอร์ในปริมาณที่แล้วแต่ความชอบ
  7. วางกล้วยหอมทับลงไป เทคาราเมลที่เหลือปิดทับบนหน้ากล้วยหอมอีกรอบ
  8. ตีวิปปิ้งครีมให้ตั้งยอด บีบลงไปตกแต่งให้สวยงาม 
  9. ปิดท้ายด้วยโรยผงโกโก้ และแช่ตู้เย็นสัก 2 ชั่วโมง เป็นอันเสร็จ

เป็นอย่างไรบ้างคะ กับ 9 ไอเดีย เมนูขนม ให้คนที่คุณรัก ทำง่าย ไม่ต้องง้อเตาอบ หวังว่าจะถูกใจกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในเมนูอื่น ๆ ค่ะ สุดท้ายนี้ สามารถติดตามบทความอื่นๆ ผ่านทาง VenueE blog และอย่าลืมติดตาม เพจเฟสบุ๊ค VenueE นะคะ

Tags